บทความ TOEIC

ไม่เคยสอบมาทางนี้

TOEIC ทำ Reading ระหว่าง Listening ได้ไหม แล้วกลับมาแก้คำตอบได้หรือเปล่า?

คิดจะใช้เวลาที่เหลือจากส่วนฟังไปทำส่วนอ่าน หรือเก็บข้อฟังไว้แก้ทีหลัง? พี่ Mob ชวนเข้าใจขอบเขตเวลาของสองส่วน และซ้อมเปลี่ยนส่วนก่อนสอบครั้งแรกครับ

TOEIC ทำ Reading ระหว่าง Listening ได้ไหม แล้วกลับมาแก้คำตอบได้หรือเปล่า?

ยังไม่เคยสอบ TOEIC แล้วคิดว่า ถ้าฟังข้อไหนตอบเสร็จเร็ว เราข้ามไปทำ Reading รอได้ไหม? หรือถ้าอ่านเสร็จเหลือเวลา ค่อยย้อนมาแก้ Listening ได้หรือเปล่า พี่ Mob ชวนแยกเวลาของสองส่วนให้ชัดก่อนซ้อมครับ

เวลาสองส่วนไม่ได้เป็นกระเป๋าเดียวกัน

TOEIC Listening & Reading แบ่งเป็นส่วนฟัง 100 ข้อ ใช้เวลา 45 นาที และส่วนอ่าน 100 ข้อ ใช้เวลา 75 นาที ตามข้อมูลของ ETS ครับ

ตัวเลขสองชุดนี้ช่วยให้เราเห็นว่า ข้อสอบไม่ได้ให้เวลารวมก้อนเดียวแล้วเลือกใช้กับฟังหรืออ่านได้ตามใจ การวางแผนจึงต้องเริ่มจากขอบเขตของแต่ละส่วนครับ

เรื่องการข้ามส่วน ข้อกำหนดของผู้จัดสอบ TOEIC ไต้หวัน ข้อ 11(1) ระบุว่า ระหว่างเวลาของส่วนหนึ่ง ห้ามเปิดดู ทำ หรือแก้คำตอบของอีกส่วน แม้ทำส่วนปัจจุบันเสร็จแล้วก็ตาม ส่วน FAQ เรื่องการกลับไปเติมคำตอบฟัง ก็ย้ำข้อจำกัดเดียวกันครับ

สำหรับรอบสอบในไทย ให้ตรวจคู่มือของผู้จัดสอบและทำตามคำสั่งผู้คุมสอบของรอบเรา โดยไม่วางแผนยืมเวลาข้ามส่วนไว้ล่วงหน้า บทความนี้ไม่ได้อธิบายปุ่มนำทางหรือการย้อนข้อของระบบ CBT ครับ

แยกเวลาฟังกับเวลาอ่าน — โครงสร้าง Listening & Reading ตาม ETS; ไม่ใช่ภาพหน้าจอ CBT

โครงสร้าง Listening & Reading ตาม ETS; ไม่ใช่ภาพหน้าจอ CBT

แยกการย้อนในส่วนเดิม ออกจากการย้อนข้ามส่วน

คำว่า “ย้อนกลับไปทำ” อาจทำให้เรานึกถึงเรื่องเดียวกัน ทั้งที่ต้องถามเพิ่มว่า ย้อนไปส่วนไหน และตอนนี้อยู่ในเวลาของส่วนใดครับ

การจัดลำดับข้อภายใน Reading เป็นอีกคำถามหนึ่งจากการกลับไปแก้ Listening ระหว่างเวลา Reading อย่าเอาเทคนิคเลือกทำข้ออ่านมาสรุปว่าเราข้ามระหว่างฟังกับอ่านได้ด้วยครับ

ตัวอย่างสมมติ: เราเริ่มทำ Reading แล้วเพิ่งนึกได้ว่าอยากเปลี่ยนคำตอบฟังข้อหนึ่ง ความรู้สึกว่า “จำได้แล้ว” ไม่ได้ทำให้เวลาของส่วนฟังเปิดขึ้นมาใหม่ สิ่งที่ควรซ้อมคือย้ายความสนใจกลับมาที่งานอ่านตรงหน้า แทนการเก็บข้อฟังไว้แก้ภายหลังครับ

ถ้าชอบเก็บข้อไว้แก้ทีหลัง ให้ปรับวิธีซ้อม

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เข้าใจเรื่องเวลาคลาดเคลื่อน คือเวลาฝึกที่บ้านเราเปิดดูทั้งชุดได้ตลอด ฟังไปอ่านไป หรือหยุดเสียงแล้วกลับมาเลือกใหม่ จึงยังไม่ได้ฝึกการจบส่วนหนึ่งก่อนเริ่มอีกส่วนครับ

การหยุดเสียงมีประโยชน์ในรอบทบทวน เช่น ฟังคำถามแยก อ่านสคริปต์เมื่อจำเป็น แล้วเปิดตัวเลือกฟังใหม่ แต่ถ้ากำลังจำลองเงื่อนไขสอบ ควรแยกรอบนั้นออกจากรอบเรียนรู้ให้ชัดครับ

พี่ Mob แนะนำให้ใช้กติกาสั้น ๆ ในรอบซ้อมว่า “จบส่วนฟังแล้ว ยังไม่ตรวจเฉลย เริ่มส่วนอ่านต่อ และค่อยทบทวนเมื่อจบทั้งสองส่วน” เราจะเห็นว่าตัวเองติดใจข้อก่อนหน้าจนรบกวนงานปัจจุบันหรือไม่ครับ

อย่าใช้ความแม่นหลังเปิดเฉลยเป็นเหตุผลย้อนแก้ผลรอบแรก เก็บคำตอบรอบแรกไว้ แล้วบันทึกสิ่งที่เข้าใจเพิ่มแยกต่างหาก จะได้เห็นว่าครั้งต่อไปควรฝึกอะไรครับ

วันนี้ซ้อมเปลี่ยนส่วนหนึ่งรอบ

เริ่มจากกิจกรรมสั้นได้ครับ เลือกตัวอย่าง Listening ที่มีเสียงและเฉลยหนึ่งชุดเล็ก พร้อมตัวอย่าง Reading อีกหนึ่งชุด กิจกรรมนี้ฝึกการเปลี่ยนงาน ไม่ใช่ข้อสอบเต็มชุดหรือเครื่องมือประมาณคะแนนจริงครับ

  1. ทำชุดฟังตามเสียง โดยยังไม่เปิดเฉลย
  2. เมื่อจบรอบฟัง ปิดส่วนนั้น แล้วทำชุดอ่านตามเวลาฝึกที่ตั้งไว้
  3. เมื่อจบทั้งสองรอบ ค่อยจดว่าเราอยากย้อนกลับไปข้อฟังกี่ครั้ง และความคิดนั้นทำให้เสียจังหวะอ่านหรือไม่

บันทึกนี้ทำหลังฝึกลงในสมุดของเรา ไม่ใช่การจดเพิ่มบนกระดาษคำตอบในห้องสอบครับ

ถ้าเผลอเปิดกลับไปดู ให้บันทึกตามจริง แล้วลองรอบใหม่โดยแยกเอกสารสองส่วนออกจากกัน เป้าหมายวันนี้คือรู้ว่าตัวเองทำตามขอบเขตที่ตั้งไว้ได้แค่ไหน ไม่จำเป็นต้องรีบเพิ่มจำนวนข้อครับ

ถ้าลองแล้วไม่แน่ใจว่าควรแก้เรื่องฟัง อ่าน หรือวิธีซ้อมก่อน สามารถใช้ บริการทบทวนผลฝึกหรือคะแนนฟรี เป็นอีกทางเลือก พร้อมบอกว่ายังไม่เคยสอบและซ้อมแบบใดมาครับ

แหล่งข้อมูล: ETS สำหรับโครงสร้างและเวลาสองส่วน; ข้อกำหนดและ FAQ ของผู้จัดสอบ TOEIC ไต้หวันสำหรับหลักการไม่ทำข้ามส่วน ผู้สอบในไทยควรตรวจคู่มือรอบของตนก่อนวันสอบครับ

ซ้อมจบส่วน แล้วเดินต่อ — กิจกรรมฝึกของบทความ ไม่ใช่ขั้นตอนสอบทางการ

กิจกรรมฝึกของบทความ ไม่ใช่ขั้นตอนสอบทางการ